เก็บมาเล่า หลอด EL34 NOS ที่น่าสนใจ

Article::Tubes
    หลอด EL34 หรือ 6CA7 เป็นหลอดที่มีความน่าสนใจมากเบอร์หนึ่ง แต่ข้อมูลเกี่ยวกับหลอดนี่มีมากเหลือหลาย ถ้าจะเก็บเอามาเล่าให้หมดน่าจะยืดยาวใช่เล่น ครานี้ผมขอเก็บมาเล่าเฉพาะหลอด NOS ที่น่าสนใจ และวิธีการสังเกตุคร่าวๆ หลอด EL34 เป็นหลอดเพาเวอร์เพนโทดยอดนิยม มีให้เล่นกันตั้งแต่ของวินเทจยันใหม่ถอดด้าม ที่รู้จักกันเป็นอย่างดีเห็นจะเป็น Dynakit ST70 ที่ทำให้ EL34 ดังเปรี้ยงปร้าง นั่งแท่นตำนานหลอดมาจนถึงทุกวันนี้
   หลอด EL34 สามารถอัดไฟได้ถึง 800 โวลต์ และให้กำลังขับออกมาได้ถึง 25 วัตต์ แต่การทำงานที่ไฟสูงขนาดนี้ก็เป็นอันตรายต่อหลอดเหมือนกัน เพราะขาอาโนด (3) กับขาไส้หลอด (2) มักจะเกิดอาร์คถึงกันได้ง่าย แต่ก็มีนัก DIY ท่านนึง (kruporn จาก htg2.net) ก็แนะนำเกร็ดวิธีแก้ไขง่ายๆ ถ้าไปเจอหลอดอาร์คขา 2 กับ 3 คือ เอามีดขูดรอยไหม้ออกแล้ววัดจนกว่าจะไม่ชอร์ต บางคราก็ถึงขั้นเอาสว่านเจาะทะลุระหว่างขา 2 กับ 3 เลยทีเดียว ^_^ ถ้าอยากถนอมหลอดก็ใช้ไฟประมาณ 250 โวลต์ ได้กำลังขับ 11 วัตต์ ก็ถือว่าเพียงพอแล้วครับ แอมป์หลอดเก่าๆบางเครื่องจะใช้ไฟเพลตถึง 440 โวลต์ และไบอัสสกรีนกริด -38 ถึง -42 โวลต์ หลอด NOS ก็ยังสามารถทำงานได้เป็นอย่างดี แต่พึงระวังในการนำเอาหลอดผลิตใหม่ๆมาเสียบแทนนะครับ เพราะความทนทานยังไม่เทียบเท่ากับหลอด NOS อาจเจอปัญหาหลอดอาร์คก็ได้ครับ เรามาดูหลอด NOS ที่น่าสนใจสำหรับเบอร์นี้กันดีกว่าครับ
     EL34 / 6CA7 Amperex เป็นหลอดที่ผลิตในฮอลแลนด์ มักจะเจอหลอดนี้สกรีนโลโก Buggle Boy (เป็นรูปการ์ตูนหลอดเป่าแตร) หลอดเวอร์ชันเก่าๆจะเป็นสัญญลักษณ์กุญแจซอล หลอดใหม่กว่าจะเป็นรูปลูกโลกแบนๆสีส้ม แต่ก็ไม่ผลิตที่ฮอลแลนด์ทุกหลอดครับ บางทีจะเจอหลอดผลิตในอังกฤษโดย Mullard ก็ยังถือว่าเป็นหลอดดีมากๆเช่นกัน หลอดที่หายากๆสำหรับยี่ห้อนี้คือ หลอดที่ฐานเป็นนิเกิลผลิตราวๆปี 1955-1957 โดยจะมีเกตเตอร์ทึบ และมีโลโก Amperex ในวงกลมด้านหน้า ฐานนิเกิลจะหนาและปั๊มรหัสวันผลิตไว้ด้วย หลอดของ Amperex มักจะมีฐานหลอดเป็นสีน้ำตาล ตัวหลอดจะผอม ด้านบนหลอดเรียบ เกตเตอร์สองอันเป็นรูปตัว D และเพลทใช้การเชื่อมในการประกอบชิ้นส่วน อาจจะมีการตีเบอร์ 6CA7 หรือไม่ก็ได้ ลาเบลหลอดที่เป็นสีขาวจะหลุดลอกออกได้ง่าย บางทีจะเจอหลอดที่ลาเบลหายเลยก็มีครับ
    EL34 / 6CA7 Mullard หลอดยุคแรกๆจะมีปลอกโลหะรอบๆฐาน มีไมก้าคั่นใต้เกตเตอร์ด้วย จัดเป็นหลอดหายากราคาแพง หลอดเวอร์ชันใหม่กว่าจะมีฐานเป็นไมกานอลสีน้ำตาล และมีซีรียส์การผลิตแสดงไว้ด้านล่างของหลอดเป็นตัวอักษร XF หลอดของมูลลาดส่วนใหญ่จะมีรูเล็กๆอยู่ล่างๆตรงกลางขาทั้งแปดของหลอด สำหรับหลอดที่ผลิตในอังกฤษเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับซีรียส์ XF1 ผลิตโดยโรงงานในแบล็คเบิร์น จึงมีรหัสโรงงานต่อจากบรรทัดที่พิมพ์ซีรียส์ XF1 มักจะขึ้นต้นด้วยตัวอักษร B ตัวอักษรซีรียส์ที่พิมพ์ด้านล่างหลอดจะเป็นสีน้ำตาลเข้ม บางทีอาจจะมีเหลือบทองนิดๆ โลโก Mullard มักเป็นรูปโล่ห์แบบเดิม บางทีจะมีตัวอักษร BVA อยู่ในวงกลมใต้โลโก ซีรียส์นี้หายากและราคาสูงมาก ถัดมาจะเป็นซีรียส์ XF2 จะมีฐานหลอดเล็กกว่า ฐานหลอดสีน้ำตาลเข้ม มีเกตเตอร์สองอันเป็นรูปวงแหวน ขนาดเกตเตอร์จะเล็ก บางทีเราอาจเจอหลอดซีรียส์นี้ที่มีเกตเตอร์วงแหวนอันเดียวก็ได้ จะมีทั้งโลโกรูปโลห์ ตัวอักษร BVA หรีือตีเป็นยี่ห้ออื่นเลยเช่น RCA, GE, Sylvania หรือยี่ห้อทางอเมริกาอื่นๆที่ผลิตในปี 1960 ให้สังเกตุซีรียส์ตรงด้านล่างของหลอดให้ดีครับ
    ต่อมาจะเป็นซีรียส์ XF3 และ XF4 จะมีเกตเตอร์อันเดียวเป็นรูปวงแหวน ใน XF4 บางหลอดอาจเป็นเกตเตอร์คู่รูปตัว D เพลทเป็นแบบปั้มติดกัน ไม่มีรอยเชื่อม มักจะตียี่ห้ออื่นเช่น Amperex, RCA, GE เป็นต้น บางหลอดจะมีฐานสีดำ ส่วน Mullard ยุคหลังๆจะเป็น IEC Mullard ก็ยังถือว่าเป็นหลอดเข้าขั้นอยู่ครับ สำหรับหลอดใหม่ที่ผลิตออกมาแล้วถือว่าเข้ามาตรฐาน Mullard ต้องเป็นยี่ห้อ Groove ที่เอาซีรียส์ XF2 มาทำใหม่ ทำให้เราสามารถหาหลอดที่เสียงใกล้เคียงกับ Mullard ง่ายต่อการหาคู่แมทช์ และราคาสมเหตุสมผล (ไว้จะลองหามาจำหน่ายดูครับ ^_^)
   EL34 / 6CA7 Telefunken แค่พะยี่ห้อนี้ก็มีมนต์ขลังแล้วครับ หลอดรุ่นเก่าสำหรับยี่ห้อนี้จะมีปลอกโลหะหุ้มที่ฐานหลอดเช่นกัน อาจจะมีการปั๊มเบอร์บนปลอกโลหะ หรือไม่ก็ได้ เวอร์ชันใหม่ๆจะเป็นฐานหลอดสีดำ มักจะมีการพิมพ์รหัสการผลิตลงที่ฐานหลอด ปกติจะมีเกตเตอร์สองอันเป็นรูปวงแหวน ตัวหลอดผอม เพลทใช้การจับจีบในการยึด หลอด Telefunken พิมพ์โลโก Telefunken รูปข้าวหลามตัด และมีคำว่า Made in Western Germany หรือ Made in Germany มีการพิมพ์รหัสไว้บนตัวหลอด สำหรับลาเบลบนหลอดอาจมีหลุดลอกตามอายุหลอดนะครับไม่ต้องตกใจ ที่น่าตกใจต้องเป็นลาเบลชัดๆนี่แหละ ^_^
   KT77 เป็นหลอดหายากเบอร์หนึ่ง ที่สามารถเสียบแทน EL34/6CA7 ได้เลย ผลิตโดย Genalex หรือ Marconi-Osram Valve อยู่ในซีรียส์ของหลอด Gold Lion จัดเป็นสุดยอดของหลอดไฮไฟ ที่เทียบชัั้นได้กับเบอร์นี่เห็นจะเป็นมูลลาดซีรียส์ XF1  เท่านั้น หลอดเบอร์นี้หายากมากๆ(ต้่อง Genalex ด้วยนะครับ ^_^) แถมราคาแพงระยับ หลอดเวอร์ชันแรกๆของ Genalex ตัวหลอดจะผอมๆ ด้านบนเรียบเหมือนกับหลอดมูลลาด แต่มีฐานหลอดสีน้ำตาลที่บางมาก และพิมพ์ตัวอักษร Genalex สีแดงที่ฐานหลอด เกตเตอร์คู่ตำแหน่งซ้อนสองชั้นทรง Halo (วงกลมรัศมีบนหัวเทวดาฝรั่งครับ ^_^) พิมพ์ตัวอักษรสีทองคำว่า Gold Lion และเบอร์ KT77 บนตัวหลอด เวอร์ชันถัดมาจะมีฐานหลอดสีน้ำตาลเหมือนกับหลอดมูลลาดซีรียส์ XF4
    EL34 / 6CA7 RCA, GE, Sylvania "Fat boy" หรือยี่ห้อทางยุโรปอื่นๆ หลอดทางอเมริกาจะมีอยู่สองแบบ แบบแรกจะเป็นหลอดผอมผลิตจากทางยุโรป ปกติจะผลิตโดย Mullard มีซีรียส์ XF2, XF3, XF4 และแบบที่สองจะผลิตในอเมริกา ตัวหลอดจะอ้วนกว่า หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "Fat boy" หลอดของ RCA จะมีฐานหลอดเป็นสีน้ำตาลเข้ม พิมพ์ตัวอักษรซีรียส์ XF2 และรหัสวันผลิตไว้ด้านล่างของหลอดเหมือนกับหลอดของมูลลาดเอง สำหรับซีรีย์ XF3 และ XF4 จะเจอในยี่ห้อทางอเมริกาหลายๆยี่ห้อ มักมีฐานหลอดสีดำเงา จะมีรูเล็กๆตรงกลางขาหลอด ระวังหลอดที่ผลิตจากญี่ปุ่น และหลอดที่นำมาพิมพ์ใหม่ว่า "Gt. Britain" หลอดเหล่านี้จะมีตะเข็บตรงด้านบนของหลอด แต่ก็ถือว่าเป็นหลอดที่มีคุณภาพดีเหมือนกันนะครับ เพียงแต่ยังไม่เทียบเท่า Mullard ที่ผลิตในอังกฤษ บางทีเราอาจจะเห็นหลอดอเมริกาแต่พิมพ์ว่า Made in Germany ก็ได้ครับ สำหรับหลอด Fat Boy ถูกผลิตในอเมริกามักจะผลิตโดย GE และ Sylvania ตัวหลอดจะอ้วนสมชื่อ ฐานหลอดจะเป็นสีดำ เพลทมีรูกลมๆสามสี่รู มีเกตเตอร์คู่ขนาดใหญ่ แต่ติดทำมุมเป็นรูปตัว V คว่ำ หลอดของ GE จะมีการ etch ตัวเลขไว้ที่ตัวหลอดด้วย ส่วน Sylvania จะพิมพ์ตัวอักษรสีเทาเข้มว่า USA ไว้ด้านล่างของหลอด สำหรับ Fat Boy เป็นหลอดที่ดีเยี่ยมเช่นกัน และราคาไม่สูงมากนัก อาจจะเจอหลากยี่ห้อเช่น RCA, GE, Sylvania, Zenith, Philips, Philco เป็นต้น